5 วิธี..บริหารดวงตา ลดการปวดตา!!

1. ประคบดวงตาด้วยฝ่ามือ: ท่าแรกเริ่มกันง่ายๆ ในขณะที่คุณนั่งทำงานอยู่ แล้วรู้สึกล้าสายตาขึ้นมาให้ถูฝ่ามือทั้งสองข้างพอให้เกิดความร้อนหน่อยๆ จากนั้นหลับตา แล้วทำมือเป็นรูปทรงคล้ายถ้วย มาประคบดวงตาทั้งสองข้างทิ้งไว้สักครู่ ให้ไออุ่นจากฝ่ามือคลายกล้ามเนื้อบริเวณดวงตาที่เครียดเกร็งจากการเพ่งจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานๆ

2. กะพริบตาทุก 4 วินาที: สาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกเพลียสายตา และทำให้ตาแห้งแสบก็เป็นเพราะเราไม่ยอมกะพริบตานั่นเอง ยิ่งในขณะที่ใช้สมาธิทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ส่วนใหญ่ก็มักจะลืมกะพริบตาโดยไม่รู้ตัวกันเลยทีเดียว ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ตาแห้ง จนต้องเพ่งสายตาทำงานมากขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำว่าควรกะพริบตาทุกๆ 4 วินาที

3. กลอกตาทุกๆ ชั่วโมง: อีกท่าบริหารสายตาง่ายๆ เพียงแค่หลับตา แล้วกลอกตาเป็นวงกลมประมาณ 1 นาทีเป็นอย่างต่ำ นอกจากจะเป็นการพักเบรกสายตาจากแสงและรังสีของคอมพิวเตอร์แล้ว ท่าบริหารท่านี้ยังเหมือนการนวดดวงตาให้คลายความเกร็งได้อีกด้วย
       
4. กวาดสายตาระยะไกล: ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ให้คุณบำรุงสายตาด้วยการถอยห่างออกจากจอคอมพิวเตอร์เท่าที่จะทำได้ และปรับระยะโฟกัสสายตาด้วยตัวเองบ่อยๆ โดยวิธีก็แค่ถอยออกไปอยู่หน้าประตูห้อง หรือมุมไหนของห้องก็ได้ที่จะทำให้คุณมองเห็นภาพรวมของห้องกว้างที่สุด แล้วกวาดสายตามองสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในห้องเป็นแนววงกลม อาจจะไล่มองจากทีวี โซฟา ฉ หน้าต่าง โมบาย หรืออื่น ๆ เป็นต้น แค่นี้ก็เหมือนได้ยืดเส้นยืดสายให้กล้ามเนื้อตาได้เยอะแล้วล่ะ
กวาดสายตาระยะไกล

5. ซิทอัพดวงตา: ในคราวที่รู้สึกปวดตาจนร้อนกระบอกตาผ่าว ให้คุณหลับตาลงแล้วเหลือบตาขึ้น ลงสักพัก จากนั้นลืมตาขึ้นแล้วกวาดสายตามองผ่านๆ ประมาณ 1 นาที เสร็จแล้วเริ่มยกใหม่อีกครั้ง แต่คราวนี้ให้หลับตาแล้วเหลือบตาไปด้านซ้าย – ขวา ประมาณ 1 นาที จากนั้นลืมตาขึ้น แล้วมองผ่านๆ อีกรอบ เว้นระยะห่างสัก 2 – 3 นาที แล้วเริ่มบริหารตาใหม่อีกครั้ง สามารถทำไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกดีขึ้น

        เพราะว่าดวงตานั้นเป็นอวัยวะสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่เราควรทะนุถนอมและดูแลเป็นอย่างดี การดูแลดวงตาที่ดีที่สุดนั้น ไม่ใช่การใช้งานดวงตาหนักๆ แล้วค่อยมาหาวิธีผ่อนคลาย แต่ควรเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานดวงตาในแต่ละวัน จากหนักให้เบาลง เพื่อยืดคุณภาพของดวงตาให้อยู่กับเราไปนานๆ

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก:thaihealth.or.th

เผยสูตรเด็ด “ลดอาการไข้” ได้ทันที

หลังเช็ดด้วยวิธีนี้ไข้ลดลงเหลือ 37.3 องศาเซลเซียส ในขณะที่เด็กที่เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นธรรมดาทั่วไป ลดอุณหภูมิได้เฉลี่ย 0.67 องศาเซลเซียสเท่านั้น ชี้ให้เห็นว่าการใช้น้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวเช็ดตัวลดไข้ ให้ผลในการลดอุณหภูมิร่างกายได้ดีกว่าการใช้น้ำอุ่นอย่างเดียว ประมาณ 2 เท่าตัว

นางสาวชลิดา กล่าวต่อว่า ผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยทดสอบการใช้มะนาว ซึ่งเป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทย หาได้ง่ายในครัวเรือน ครั้งนี้ สามารถนำไปเผยแพร่ประชาชนทั่วไป เพื่อประยุกต์ใช้กับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นในครอบครัว เพื่อดูแลบุคคลในครอบครัว โดยเฉพาะเมื่อเด็กเล็กมีไข้ เพื่อป้องกันการเกิดอาการชัก ซึ่งอาจกระทบต่อสมองของเด็ก และในอนาคตจะมีอาการชักทุกครั้งเมื่อมีไข้สูง และอาจมีผลต่อพัฒนาการ และสติปัญญาการเรียนรู้ของเด็ก การใช้น้ำมะนาวผสมในน้ำอุ่น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเช็ดตัวลดไข้ในผู้ป่วยเด็ก และยังเป็นทางเลือกในการให้การพยาบาล เพื่อลดไข้ในผู้ป่วยเด็กกลุ่มอื่นๆ โดยผู้วิจัยจะศึกษาต่อยอดความรู้ โดยศึกการเลือกใช้ผลมะนาวผิวสีเหลืองกับสีเขียว และการศึกษาระยะเวลาที่ไข้ลด ว่าช่วยลดไข้ได้นานเท่าใด เพื่อให้การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวมีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไป

ทั้งนี้ มะนาวที่นำมาศึกษาครั้งนี้ เป็นมะนาวพันธุ์แป้นเขียว ที่มีในท้องตลาดทั่วไป การผสมจะใช้มะนาว 1 ผล ต่อน้ำอุ่นอุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียส ปริมาณ 2,000 ซี.ซี. การผ่ามะนาวต้องผ่าใต้น้ำและบีบใต้น้ำ เพื่อให้ได้น้ำมันจากผิวด้วย ซึ่งกลิ่นของน้ำมันผิวมะนาว จัดเป็นอโรมา เทอราปี เพิ่มการไหลเวียนเลือดดีขึ้น จะช่วยให้ผู้ป่วยสุขสบายด้วย โดยจากการติดตามผลการศึกษาในต่างประเทศพบว่าน้ำมันผิวมะนาว นำมาผสมน้ำและพันเท้าและขาเด็ก สามารถลดไข้ได้ .

เรื่องรูปร่าง!! เคยสงสัยกันมั้ย “ร่องริมฝีปากบน” มีไว้ใช้ทำอะไรกัน

54

เรื่องของรูปร่าง สัดส่วน ใครๆก็อยากที่จะมีให้ครบสมส่วน และทุกส่วนของใบหน้าและร่างกายของเรานั้น ก็ต่างที่หน้าที่และประโยชน์ของมัน แต่ เคยสงสัยหรือไม่ว่า ระหว่าง ปากและจมุกของเรานั้น จะมี ร่องริมฝีปากบน หรือที่เรียกว่า ฟิลทรัม (Philtrum)

ซึ่งทางการแพทย์นั้น ร่องระหว่างปากกับจมูกนี้เกิดขึ้นในขณะที่เรายังเป็นตัวอ่อนในครรภ์อายุประมาณ 2-3 เดือน แต่หากไม่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ก็จะไม่เกิดขึ้นอีกเลย ทำให้บางคนมีร่องริมฝีปากบนที่ตื้นมาก ซึ่งฟิลทรัมนี้จะส่งผลต่อรูปร่างของริมฝีปากบนนั่นเอง

ขณะที่ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยคีน ระบุว่า ร่องริมฝีปากบนอาจถือเป็นส่วนหนึ่งของจมูก เรียกว่าเป็นส่วนของจมูกส่วนนอก ทุกคนจะมีอวัยวะส่วนนี้แต่จะตื้นหรือลึกแตกต่างกัน โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า หากฟิลทรัมมีความลึกมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้คนนั้นมีริมฝีปากบนที่ใหญ่ขึ้น

55

ส่วนหน้าที่สำคัญสำหรับมนุษย์ยังไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัด แต่เชื่อว่าเป็นจุดศูนย์รวมที่ทำให้เกิดลักษณะของใบหน้าในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นมีไว้ เพื่อนำความชื้นให้จมูกมีความเปียกชื้นตลอดเวลา ช่วยให้สามารถดักจับกลิ่นได้ดีกว่า แต่สำหรับมนุษย์ร่องริมฝีปากบนอาจไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก เป็นเพียงร่องรอยที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการเท่านั้น

ที่มา  postjung

สะพานมอญ สะพานแห่งศรัทธา สัญลักษณ์ของเมืองสังขละบุรี

Picture

สะพานมอญ สะพานแห่งศรัทธา 
สะพานมอญ เป็นดังสัญลักษณ์ของเมืองสังขละบุรี มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า“สะพานอุตตมานุสรณ์” ตั้งตามชื่อของ หลวงพ่ออุตตมะ หรือ พระราชอุดมมงคล แห่งวัดวังก์วิเวการาม พระเกจิชื่อดังผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพเจ้าของชาวมอญ ซึ่งเป็นดังศูนย์รวมจิตใจของทั้งชาวไทย ชาวมอญและชาวกะเหรี่ยงแห่งเมืองสังขละบุรี
สะพานแห่งนี้ไม่เพียงเป็นสะพานไม้อันยิ่งใหญ่แต่ยังมีเสน่ห์ความอันน่ายล โดยท่อนไม้ที่ใช้สร้างส่วนหนึ่งนำมาจากต้นไม้ที่ยืนต้นตายอยู่ใต้เขื่อนเขาแหลม โดยในข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่ามีความยาว 850 เมตร แต่ไกด์เยาวชนในพื้นที่บอกกับผมว่าสะพานแห่งนี้ยาว 455 เมตร นับเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในเมืองไทย และยาวเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็งในพม่า
สะพานมอญ เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ในปี 2528 แล้วเสร็จสิ้นในปี 2530 มีหลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้ดำเนินการสร้างสะพานขึ้นจากความร่วมแรงร่วมใจของชาวมอญที่มีศรัทธาต่อองค์หลวงพ่ออุตตมะ นั่นจึงทำสะพานแห่งนี้ได้รับการเรียกขานว่า “สะพานแห่งศรัทธา เป็นอีกหนึ่งฉายาหนึ่ง

“สะพานมอญ” หรือ “สะพานอุตตมานุสรณ์” สัญลักษณ์ของ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี